โครงการส่งเสริมจริยธรรมและธรรมาภิบาลสำหรับบุคลากรภาครัฐ
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีได้จัดโครงการฝึกอบรม เรื่อง “การส่งเสริมจริยธรรมและธรรมาภิบาลสำหรับบุคลากรภาครัฐ” เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี โดยมีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 80 คน ประกอบด้วยพนักงานสายวิชาการและสายสนับสนุน ซึ่งเป็นผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย
ในการนี้ มหาวิทยาลัยได้รับเกียรติจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดจันทบุรี เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับจริยธรรมและจรรยาบรรณของบุคลากรมหาวิทยาลัย ปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ตลอดจนลดความเสี่ยงด้านการทุจริตและการประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนี้ วิทยากรยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อให้บุคลากรมีความเข้าใจเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล อันจะนำไปสู่การปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมีรายละเอียดดังนี้
หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าพนักงานของรัฐ เป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริตและการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐ โดยมีสาระสำคัญว่า เจ้าพนักงานของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลภายนอกได้เฉพาะกรณีที่เป็นการรับ “โดยธรรมจรรยา” เท่านั้น ซึ่งหมายถึงการรับตามประเพณีนิยม มารยาททางสังคม หรือการให้กันในโอกาสอันสมควร เช่น การให้ของขวัญในเทศกาลปีใหม่ งานมงคล งานแสดงความยินดี หรือของที่ระลึกในการประชุมสัมมนาทั้งนี้ การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวต้องมีมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท ต่อคน ต่อโอกาส หากมีมูลค่าเกินกว่าที่กำหนด เจ้าพนักงานของรัฐควรปฏิเสธการรับ หรือรายงานและส่งมอบให้หน่วยงานพิจารณาดำเนินการตามระเบียบราชการ เพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อครหาหรือผลประโยชน์ทับซ้อน
นอกจากนี้ แม้ทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นจะมีมูลค่าไม่สูง แต่หากเป็นการให้เพื่อหวังผลตอบแทน มีเจตนาจูงใจให้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นการให้จากผู้มีส่วนได้เสียกับงานที่เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ ก็ถือว่าไม่สามารถรับได้ เพราะอาจกระทบต่อความโปร่งใสและความเป็นกลางในการปฏิบัติราชการ ประโยชน์อื่นใดที่ไม่ใช่ทรัพย์สิน ยังรวมถึงการเลี้ยงอาหาร การออกค่าเดินทาง ที่พัก การให้ส่วนลดพิเศษ หรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งหากเกินสมควรแก่เหตุหรืออาจมีผลต่อการตัดสินใจในการปฏิบัติหน้าที่ ก็ไม่ควรรับเช่นเดียวกัน ดังนั้น เจ้าพนักงานของรัฐจึงต้องยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ โดยหลีกเลี่ยงการรับผลประโยชน์จากผู้ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของตน และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบราชการและประโยชน์ส่วน







